Popular Posts

Tuesday, February 14, 2012

การคำนวนราคาพื้นฐานของหุ้น

รบกวนสอบถามคุณแว่นธรรมดา

พอดีผมเคยอ่านเจอของอ.นิเวศน์บอกว่าราคาของหุ้นที่ควรซื้อควรจะต่ำกว่าจำนวนของสินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วยหนี้สินทั้งหมด แต่ผมยังหาหุ้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าวไม่มีเลย T_T ก็เลยสงสัยว่าจริงๆ แล้วควรจะเป็นยังไง แล้วราคาหุ้นที่ควรจะเป็นจะมีสูตรการหาราคาที่ควรจะเป็นยังไงเพื่อให้มี safety margin นอกจากการดูจากค่า PE และ P/bv บอกตรงๆ เม่ามือใหม่งงมาก

ตอบ

สวัสดีครับผมลองทำตามสูตรที่ให้มานะครับ ผมลองเอาหุ้น CPF มาคำนวนดูครับ..


CPF

มีสินทรัพย์หมุนเวียน = 61,277 ล้านบาท

มีหนี้สินรวม = 76,548 ล้านบาท

มีจำนวนหุ้น = 7,048 ล้านหุ้น

ดังนั้นมูลค่าที่ควรจะเป็น = (76,548 - 61277) / 7,048 = 2.16 บาทต่อหุ้น

ผมเข้าใจว่าราคาที่คำนวนออกมานี้ใกล้เคียงกับการหาราคาซากของหุ้นครับ เพราะการประเมินจะประเมินราคาที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาสภาพคล่อง คือสินทรัพย์หมุนเวียนไม่พอจ่ายหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งเป็นการจ่ายเฉพาะหน้าหากเกิดปัญหาสภาพคล่องขึ้นมาจริงๆ ถ้าเราสามารถซื้อในราคานี้ได้ถือว่าเราโชคดีสุดๆ ถ้าอยากจะซื้อราคานี้จริงๆ คงต้องรอให้เกิดวิกฤตใหญ่ๆ เหมือนครั้งต้มยำกุ้ง หรือแฮมเบอร์เกอร์ล่ะครับ
ยังมีราคาอีกประเภทหนึ่งคือราคาตลาดครับ ราคาตลาดอาจเป็นราคาที่บวกเอาความต้องการของนักลงทุนในตลาดลงไปด้วย และอาจบวกกับแบรนด์เนม หรือชื่อเสียงของบริษัทเข้าไปทำให้มูลค่าของบริษัทสูงขึ้นกว่าราคาที่คำนวนไว้ครับ ความนิยมของบริษัททั้งหลายเราอาจดูได้จากค่าพีอี ถ้าพีอีสูงแสดงว่ามีคนมาสนใจหุ้นตัวนี้มาก ทำให้เราต้องซื้อหุ้นในราคาที่แพงครับ เหมือนซื้อของแบรนด์เนมราคาก็ต้องสูงเป็นธรรมดาครับผม


หวังว่าคงพอจะช่วยเหลือได้บ้างนะครับ ถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็สอบถามมาได้ครับ ขอบคุณครับ

(นายแว่นธรรมดา)

แวะทักทาย www.naiwaen.com วิเคราะห์หุ้น จับจังหวะการลงทุน การวัดมูลค่าหุ้นไม่ยาก สไตล์นายแว่นธรรมดา

แวะทักทายนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่
http://www.facebook.com/NaiwaenTammada

ตกแต่งบ้าน และสวนสวย Home Decor Garden

http://homebuyerguides.blogspot.com/

หนังสือ "รวยหุ้นแบบ VI ไม่เสี่ยง" สำหรับมือใหม่อยากเล่นหุ้นแนว VI ไม่เสี่ยง โดยนายแว่นธรรมดา..






วางแผงแล้วในร้าน ซีเอ็ด นายอินทร์ และ บีทูเอส ทุกสาขา ขอบคุณที่อุดหนุนนะครับ.

Sunday, February 12, 2012

'ทรัพย์ศรีไทย' เดินตามรอย 'เบิร์กไชร์ ฮาธะเวย์' โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เปิดแนวคิดการลงทุน 'ทรัพย์ศรีไทย' พลิกโฉมคลังสินค้าและท่าเทียบเรือ มุ่งสู่ 'ธุรกิจอาหาร' ตั้งเป้ารายได้เติบโตก้าวกระโดด ด้วย 5 กฎการลงทุนที่เลียบเคียง 'เบิร์กไชร์ ฮาธะเวย์' ของวอร์เรน บัฟเฟตต์


บมจ.ทรัพย์ศรีไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปลายปี 2519 ประกอบกิจการประเภทคลังสินค้าและท่าเทียบเรือ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2537 เดิมเป็นบริษัทในเครือของธนาคารไทยพาณิชย์ ต่อมาประมาณปลายปี 2548 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ขายหุ้นทั้งหมด 78.29% แบ่งขายให้ กลุ่มศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ ซึ่งเป็นหลานชายตระกูลชินธรรมมิตร์ เจ้าของบมจ.น้ำตาลขอนแก่น และ กมล เอี้ยวศิวิกูล เจ้าของไมด้า แอสเซ็ท

หลังจากนั้นไม่ถึงปี กมลต้องการสภาพคล่องจึงขายหุ้นคืนทั้งหมด ทำให้กลุ่มศุภสิทธิ์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ประมาณ 80% โดยศุภสิทธิ์ มีบทบาทเป็นประธานกรรมการบริหาร และเชิญ แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง มาเป็นประธานกรรมการบริษัท แต่การที่ ศุภสิทธิ์ เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่มีอายุเพียง 35 ปี เขาเริ่มมองหาแนวทางขยายการลงทุนเพราะธุรกิจเดิมมีการแข่งขันสูงและขยายธุรกิจต่อไปได้ยาก

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ทรัพย์ศรีไทยเริ่มเปิดฉากเข้าไปซื้อกิจการ บริษัท อุตสาหกรรมวิวัฒน์ จำกัด เพื่อซื้อสิทธิในเครื่องหมายการค้า “น้ำมันพืชทิพ” ของ หม่อมอรพินทร์ ดิศกุล ณ อยุธยา มูลค่าการลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2553 ก็ขายทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบริษัท ที่ดิน 9 ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา และโกดังเอกสาร 9 หลัง รวมพื้นที่ 15,340 ตารางเมตร มูลค่า 675 ล้านบาท ให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แบบมีกรรมสิทธิ์ทรัพย์ศรีไทย โดยบริษัทถือหุ้น 33.33% แล้วทรัพย์ศรีไทย เช่าทรัพย์สินจากกองทุนมาบริหารต่อมีระยะเวลา 10 ปี และต่ออายุสัญญาได้อีกคราวละ 10 ปี โดยปีที่ 1-2 จ่ายค่าเช่าปีละ 51.25 ล้านบาท ปีที่ 3-5 ค่าเช่าปีละ 53 ล้านบาท ปีที่ 6-10 ค่าเช่าปีละ 48 ล้านบาท บวกส่วนแบ่งกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 48 ล้านบาท

จนล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทรัพย์ศรีไทย ช็อค!วงการอาหารเครื่องดื่ม ประกาศเข้าซื้อกิจการร้านเบเกอรี่ Au Bon Pain 43 สาขา และ Dunkin’ Donuts จำนวน 201 สาขาในประเทศไทยทั้งหมด จาก กลุ่มวารินทร์ นฤหล้า ใช้เงินลงทุนกว่า 1,320 ล้านบาท โดยจะเริ่มเข้าบริหารงานภายในเดือนมกราคม 2555 ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นการพลิกโฉมธุรกิจครั้งสำคัญของธุรกิจคลังสินค้าเก่าแก่ของไทย ซึ่งผู้บริหารประเมินรายได้จะมีอัตราการเติบโตเป็นเท่าตัวแตะระดับ 2,000 ล้านบาท ภายใน "ปีเดียว"

เส้นทางธุรกิจใหม่ในรอบ 35 ปี กำลังทำให้ทรัพย์ศรีไทยเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไม่มีวันกลับ บริษัทแห่งนี้กำลังพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนหรือ "โฮลดิ้ง คัมปานี" โดยมีตระกูลชินธรรมมิตร์ เจ้าของโรงน้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี เป็นแบ็กอัพเบื้องหลัง ดูไปแล้วทรัพย์ศรีไทยกำลังเลียบเคียงแนวคิดการเติบโตของ "เบิร์กไชร์ ฮาธะเวย์" บริษัทของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ บนความคาดหวังเรื่องมูลค่ากิจการที่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือการกู้เงินมาลงทุนจนบริษัทต้องแบกรับภาระหนี้กว่า 1,000 ล้านบาท ในขณะที่ทรัพย์ศรีไทยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเพียง 121 ล้านบาท เท่านั้น

ปิลัญชัย ประดับพงศ์ รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทรัพย์ศรีไทย กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า อย่าเปรียบเทียบเรา (ทรัพย์ศรีไทย) กับ เบิร์กไชร์ ฮาธะเวย์ เลย นั่นเขามืออาชีพแล้ว แค่เราดูเขาเป็นแบบอย่างและกระจายการลงทุนธุรกิจให้หลากหลายเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวในลักษณะของบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุน

เบื้องหลังของดีลช็อค!วงการอาหารเครื่องดื่ม ปิลัญชัย เล่าว่า ทรัพย์ศรีไทยได้เตรียมปรับแผนธุรกิจมาเป็น โฮลดิ้ง คัมปานี ตั้งแต่ก่อนซื้อเข้าไปซื้อกิจการบริษัท อุตสาหกรรมวิวัฒน์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชทิพ เมื่อ 2-3 ปีก่อนแล้ว สาเหตุเพราะธุรกิจเดิมให้บริการคลังสินค้าแม้จะมีมาร์จินสูงและกำไรมั่นคง แต่ธุรกิจนี้มีฐานรายได้ต่ำเพียงปีละ 150-300 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ปีละหลัก "สิบล้านบาท" เท่านั้น บอร์ดจึงตัดสินใจลงทุนธุรกิจอื่นเพื่อให้มีการเติบโตมากกว่านี้ ซึ่งจากนี้ไปทรัพย์ศรีไทยจะเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนเต็มตัว ส่วนจะไปอยู่หมวดไหนก็แล้วแต่ทางตลาดหลักทรัพย์จะจัดให้

เขากล่าวถึงหลักการลงทุน 5 ประการ ที่ใช้สำหรับเลือกกิจการที่จะเข้าไปลงทุน ข้อที่ 1. กิจการนั้นต้องให้ผลตอบแทนระยะยาว ข้อที่ 2. ให้ผลตอบแทนทางการเงินที่ดี โดยต้องมี ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุนต่อปี) ในระดับ "เลขสองหลัก" หรือดู IRR ซึ่งเป็นผลตอบแทนเทียบกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายต้องคุ้มค่า ข้อที่ 3. ธุรกิจนั้นต้องมีความแข็งแกร่งสามารถแข่งขันได้ ข้อที่ 4. มูลค่าบริษัทหรือ Book Value จะต้องเพิ่มขึ้นในอนาคต ข้อที่ 5. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารชุดเดิม

“ที่สำคัญเรามุ่งเน้นเรื่องการกระจายความเสี่ยง ธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้มาก และสามารถที่จะ Synergy กับธุรกิจของทรัพย์ศรีไทยในเรื่องของคลังสินค้าและจุดกระจายสินค้ารวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ได้ด้วย ซึ่งแน่นอนเราจะลงทุนระยะยาว"

เขายกตัวอย่างธุรกิจคลังสินค้าจะมีมาร์จินมากที่สุดที่ 50% และมีความมั่นคงสูงเหมือนกับปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจะนำไปบาลานซ์กับธุรกิจฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีมาร์จินหักค่าเช่าแล้วอยู่ที่ 30% แต่สามารถผลิตกระแสเงินสดได้ดีทำให้บริษัทลดการกู้เงินระยะสั้นไปได้ ส่วนธุรกิจน้ำมันพืชมีมาร์จินต่ำที่สุดไม่ถึง 10% แต่ให้ประโยชน์ในแง่ของวอลุ่มขาย ในแง่ธุรกิจเรายังสามารถใช้ระบบคลังสินค้า จุดกระจายสินค้ารวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ได้ด้วย

“ในแต่ละธุรกิจเราพยายามจะเทียบเคียงกับบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างเช่นที่เราไปซื้อดังกิ้นโดนัทกับโอปองแปง เราก็จะขอเปรียบเทียบกับไมเนอร์กรุ๊ป”

ปิลัญชัย ยังกล่าวถึงธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมจะยังคงดำเนินต่อไป ปัจจุบันมี 4 แห่งมีอัตราการเช่า 90% แต่ยอมรับว่าการเติบโตไม่ค่อยมียกเว้นคลังเก็บเอกสารซึ่งปกติจะโต 15-20% ตอนนี้เราก็มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์ศรีไทยซึ่งให้ผลตอบแทน 7-8% ธุรกิจนี้คงไม่มีอะไรหวือหวา

ส่วนธุรกิจน้ำมันพืช เนื่องจากเดิม บริษัท อุตสาหกรรมวิวัฒน์ จำกัด มีผลขาดทุนและอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้บริษัทใช้เงินเพียง 200 ล้านบาท ในการเข้าซื้อและเป็นผู้ถือหุ้น 99% ส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อได้รับการใส่เงินทุนเข้าไปแล้วน้ำมันพืชทิพจะสามารถกลับมาแข่งขันในตลาดได้ ขณะนี้มีมาร์เก็ตแชร์ 10% อยู่อันดับ 3 รองจากตราองุ่น และยี่ห้อกุ๊ก แต่บริษัทคงไม่ลงทุนเยอะอีกแล้วแค่หลักสิบล้านบาท

เขาบอกว่า วัตถุประสงค์อีกอย่างที่ไปซื้อกิจการน้ำมันพืชทิพ เพราะมองถึง Hidden Asset (สินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่) บริษัทนี้มีที่ดินริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนติวานนท์ ปากเกร็ด เนื้อที่ 83 ไร่ ซึ่งอนาคตราคาน่าจะแพงขึ้นเรื่อยๆ แถมยังสามารถทำงานร่วมกับคลังสินค้าหนึ่งแห่งของเราซึ่งอยู่ตรงข้ามกันได้

“บอร์ดชุดเดิมของอุตสาหกรรมวิวัฒน์เป็นชาวต่างชาติทั้งหมดซึ่งอาจจต้องลาออกทั้งหมดแต่ทีมผู้บริหารเดิมเราจะยังเก็บไว้ เชื่อว่าแบรนด์น้ำมันพืชทิพน่าจะกลับมาเป็นผู้นำในตลาดได้อีกครั้งหลังจากนี้”

ส่วนธุรกิจฟาสต์ฟู้ดของ Au Bon Pain และ Dunkin’ Donuts สาเหตุที่ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการเพราะเป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็ง ปิลัญชัย บอกว่า อย่างดังกิ้นโดนัทอยู่ในประเทศไทยมา 31 ปี มีผลกำไรเติบโตทุกปี สถิติที่ไม่ค่อยมีคนรู้คือดังกิ้นโดนัทในไทยมีหน้าร้าน 201 สาขา ยอดขายติดอันดับ 4 ของโลก โดยมี 132 สาขาอยู่ในต่างจังหวัด มีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดโดนัทใกล้เคียงกับมิสเตอร์ โดนัท (ของเซ็นทรัล) ส่วนโอปองแปงในประเทศไทยก็มียอดขายสูงอันดับ 1 ของโลกมีทั้งหมด 43 สาขา โดย 38 สาขาตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร

เขาให้ข้อมูลว่า ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดในประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังมีการเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี แฟรนไชส์ดังๆ อย่างแมคโดนัลด์, เคเอฟซี มีผลกำไรดีทุกปี ในแง่อายุสัญญาของ Au Bon Pain มีทั้งหมด 28 ปี ยังเหลืออยู่ 15 ปี ส่วนดังกิ้นโดนัทไม่มีอายุสัญญาตราบใดที่ยังมีกำไร โดยบริษัทได้ติดต่อเจ้าของแฟรนไชส์ที่อเมริกาเรื่องต่อสัญญาไว้เหมือนกัน ส่วนบอร์ดบริหารซึ่งเป็นต่างชาติคงเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่เราจะยังคงผู้บริหารชุดเดิมไว้ทั้งหมด

“Au Bon Pain และ Dunkin’ Donuts จะสร้างรายได้ให้เราทันทีในปีหน้า 1,000 ล้านบาท แผนระยะยาว 10 ปีเราจะสร้างยอดขายให้แตะระดับ 3,000 ล้านบาท ขยายร้านโตเป็น 2 เท่า ขณะที่อัตราการทำกำไรของแต่ละสาขาจะต้องเติบโตมากกว่า 3 เท่า โดยเงินลงทุนแต่ละสาขามีตั้งแต่ 1-5 ล้านบาท”

สำหรับสถานะการเงินหลังซื้อกิจการ เขาบอกว่าบริษัทจะมีหนี้สินทั้งหมด 1,000 ล้านบาท หนี้สินต่อทุนจะอยู่ที่ 2 เท่า บริษัทไม่มีความคิดที่จะเพิ่มทุนเพื่อเข้ามาลดหนี้ขอให้เป็นตัวเลือกสุดท้ายเพราะไม่อยากรบกวนผู้ถือหุ้น ส่วนเรื่องเงินปันผล ยังไม่บอกชัดเจนว่าจะจ่ายน้อยลง เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีนโยบายชัดเจนว่าจะจ่ายเท่าไรต่อปี แต่ความเหมาะสมคงต้องหาทางลดหนี้ไปก่อน เป็นไปได้ว่าอาจจะจ่ายปันผลรูปแบบอื่น แต่รับรองได้ว่ามูลค่าบริษัทจะเติบโตขึ้นมาทดแทน

ปิลัญชัย สรุปว่าสัดส่วนรายได้หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ รายได้จากน้ำมันพืชทิพจะอยู่ที่ 30-40% รายได้จากดังกิ้นโดนัทและโอปองแปง อยู่ที่ 50% และธุรกิจคลังสินค้า 10-15% และรายได้รวมปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 100% จากปีนี้ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาทแน่นอน โดยสัดส่วนรายได้ 60% จะมาจากธุรกิจอาหาร

“หลังจากปีหน้าเป็นต้นไป หรือระหว่างปี 2555-2558 ระดับรายได้ของเราน่าจะเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี โดยเราจะไม่หยุดการซื้อกิจการขอเพียงมีโอกาสที่ดีเข้ามา” ปิลัญชัย กล่าว

เส้นทางเดินของทรัพย์ศรีไทย กำลังทำให้บริษัทแห่งนี้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไม่มีวันกลับ จากบริษัท "อนุรักษ์นิยม" มีหนี้สินน้อย สู่บริษัทที่ "Aggressive" ท่ามกลางปัญหาหนี้สินที่เติบโตสูงเป็นเงาตามตัว

หนังสือ "50 กลยุทธ์รวยหุ้น ไม่เสี่ยง" หนังสือสำหรับมือใหม่หัดเล่นหุ้น.. โดยนายแว่นธรรมดา..




แวะทักทายนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่ครับ..
http://www.facebook.com/NaiwaenTammada

IRPC น่าซื้อหรือไม่?

IRPC

ซื้อตอนนี้ PE ค่อนข้างสูง แสดงว่ามีคนเริ่มสนใจเข้ามาซื้อๆ ขายๆ กันมากขึ้นครับ ผมลองคำนวนจากตัวเลขเท่าที่มีนะครับ สินค้าคงคลังของบริษัทที่เหลือ (Stock น้ำมัน และอื่นๆ) หากขายหมดจะได้กำไรประมาณ 0.09 บาทต่อหุ้น บวกกับ EPS เดิมจะได้ EPS ใหม่ประมาณ 0.4 บาทต่อหุ้น ผมให้ PE ในอนาคตเป็น 12 เท่า จะได้ราคาที่ควรจะเป็น 4.80 บาทต่อหุ้นครับ ซึ่งราคา ณ.ปัจจุบันก็สะท้อนพื้นฐานแล้วล่ะครับ

แต่ยังมีปัจจัยอื่นนั่นก็คือ ราคาตลาดครับ หากมีคนสนใจมาซื้อกันมากๆ ก็อาจจะทำให้ราคาขยับจากพื้นฐานได้อีกครับ ได้ข่าวว่า ปตท.จะซื้อหุ้นบางส่วน ไม่แน่ใจว่าข่าวไปถึงไหนแล้ว ถ้าอยากซื้อจริงๆ ตอนนี้ราคาประมาณ 4.80 บาท ได้ปันผล 3.75% ผมว่าก็โอเคนะครับ ทยอยซื้อสะสม เผื่อราคาน้ำมันขึ้นบริษัทอาจได้ส่วนต่างจากราคาน้ำมันก็จะทำให้กำไรสูงขึ้นได้ครับ ลองพิจารณาดูครับ

ความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (จากแบบ 56-1)

วัตถุดิบหลักของกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ทั้งในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีคือ น้ำมันดิบ ซึ่งการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ โดยในปี 2553 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวทรงตัวในไตรมาสแรกและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่สอง สาเหตุเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สิ้นสุดลง และปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปมีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ตามทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐ โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และสภาพอากาศที่หนาวเย็นในอเมริกาและยุโรป ประกอบกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำมันรั่วในอ่าวแม็กซิโก หรือมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนอยู่อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญระดับองค์กร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินและผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ


เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว โปรดพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ


(นายแว่นธรรมดา)

แวะทักทายนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่ครับ..
http://www.facebook.com/NaiwaenTammada

ผลงานลำดับที่ 3 ของนายแว่นธรรมดา "เปลี่ยนตัวเองใหม่ ไม่ยาก" พักการลงทุนมาอ่านหนังสือสบายๆ คลายเครียด เพิ่มความร่ำรวยทางจิตใจ และ "ความสุข" กันนะครับ




วางแผงแล้วในร้าน ซีเอ็ด นายอินทร์ และ บีทูเอส ทุกสาขา ขอบคุณที่อุดหนุนนะครับ..

Mini MP4 Click here !!!

Garden Plus