Popular Posts

Sunday, February 12, 2012

IRPC น่าซื้อหรือไม่?

IRPC

ซื้อตอนนี้ PE ค่อนข้างสูง แสดงว่ามีคนเริ่มสนใจเข้ามาซื้อๆ ขายๆ กันมากขึ้นครับ ผมลองคำนวนจากตัวเลขเท่าที่มีนะครับ สินค้าคงคลังของบริษัทที่เหลือ (Stock น้ำมัน และอื่นๆ) หากขายหมดจะได้กำไรประมาณ 0.09 บาทต่อหุ้น บวกกับ EPS เดิมจะได้ EPS ใหม่ประมาณ 0.4 บาทต่อหุ้น ผมให้ PE ในอนาคตเป็น 12 เท่า จะได้ราคาที่ควรจะเป็น 4.80 บาทต่อหุ้นครับ ซึ่งราคา ณ.ปัจจุบันก็สะท้อนพื้นฐานแล้วล่ะครับ

แต่ยังมีปัจจัยอื่นนั่นก็คือ ราคาตลาดครับ หากมีคนสนใจมาซื้อกันมากๆ ก็อาจจะทำให้ราคาขยับจากพื้นฐานได้อีกครับ ได้ข่าวว่า ปตท.จะซื้อหุ้นบางส่วน ไม่แน่ใจว่าข่าวไปถึงไหนแล้ว ถ้าอยากซื้อจริงๆ ตอนนี้ราคาประมาณ 4.80 บาท ได้ปันผล 3.75% ผมว่าก็โอเคนะครับ ทยอยซื้อสะสม เผื่อราคาน้ำมันขึ้นบริษัทอาจได้ส่วนต่างจากราคาน้ำมันก็จะทำให้กำไรสูงขึ้นได้ครับ ลองพิจารณาดูครับ

ความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (จากแบบ 56-1)

วัตถุดิบหลักของกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ทั้งในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีคือ น้ำมันดิบ ซึ่งการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ โดยในปี 2553 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวทรงตัวในไตรมาสแรกและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่สอง สาเหตุเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สิ้นสุดลง และปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปมีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ตามทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐ โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และสภาพอากาศที่หนาวเย็นในอเมริกาและยุโรป ประกอบกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำมันรั่วในอ่าวแม็กซิโก หรือมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนอยู่อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญระดับองค์กร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินและผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ


เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว โปรดพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ


(นายแว่นธรรมดา)

แวะทักทายนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่ครับ..
http://www.facebook.com/NaiwaenTammada

ผลงานลำดับที่ 3 ของนายแว่นธรรมดา "เปลี่ยนตัวเองใหม่ ไม่ยาก" พักการลงทุนมาอ่านหนังสือสบายๆ คลายเครียด เพิ่มความร่ำรวยทางจิตใจ และ "ความสุข" กันนะครับ




วางแผงแล้วในร้าน ซีเอ็ด นายอินทร์ และ บีทูเอส ทุกสาขา ขอบคุณที่อุดหนุนนะครับ..

ต้อนรับวันแห่งความรัก "รักแท้ของวอร์เรน"

----- รักแท้ของวอร์เรน -----

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช


ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่” เธอเป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่วอร์เรนรักและนับถือ เป็นผู้หญิงที่เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซูซี่ เสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี ซึ่งทำให้วอร์เรนเศร้าโศกเสียใจมาก

ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงอดีตภรรยาผู้เป็นที่รัก เขาจะร้องไห้ทุกครั้ง วอร์เรนบอกว่าการตายของเธอเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมได้ลง

ซูซี่รู้จักกับวอร์เรนในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของวอร์เรน ก่อนที่ทั้งคู่จะพบรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น

อย่างที่ได้บอกแล้วว่า วอร์เรนเป็นคนเนิร์ดๆ เป็นผู้ชายที่สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่เรื่องของตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง จนเมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องบ้าน และเลี้ยงลูกทั้งสามคน คือ ซูซี่จูเนียร์ โฮเวิร์ด และปีเตอร์ จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี

แม้แต่ “เลล่า” แม่ของวอร์เรน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย ก็ถูกซูซี่จัดการเสียอยู่หมัด ทำให้วอร์เรนมุ่งเน้นความสนใจของเขาไปในการ “การลงทุน” ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิกับสิ่งรบกวนรอบตัว สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งได้มากมายมหาศาล

วอร์เรนบอกว่า “ซูซี่ทำให้ชีวิตผมเข้าที่เข้าทาง”


ปัญหาก็คือ โลกของวอร์เรนกับซูซี่จะเป็นคนละโลกกัน ซูซี่เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยงคนหนึ่ง ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และสนใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง ส่วนวอร์เรนไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากนั่งอยู่ในห้องที่บ้าน และ “หาหุ้น” อย่างเดียวเท่านั้น

แม้ซูซี่จะพยายามเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับสามี โดยบอกวอร์เรนว่า “ในโลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่นั่งหาเงินอยู่ในห้อง” แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเขาได้ยาก จนทั้งสองเริ่มจะ “จูน” กันไม่ติด เพราะต่างคนต่างมีความปรารถนาของตัวเอง มีโลกที่ต้องแสวงหา

ด้วยความแตกต่างกันอย่างมากนี้ ทำให้ในที่สุด ซูซี่จำต้องขอแยกทางเดินกับวอร์เรน และนั่นเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในชีวิตของเขา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนที่ดี มีความห่วงใย ให้กัน

ที่น่าแปลกคือ เชื่อไหมครับว่าก่อนจะหย่าร้างกัน ซูซี่ถึงขนาดพา “เอสทริด เมิงส์” เพื่อนของเธอมาแนะนำให้วอร์เรนรู้จัก โดยขอให้เอสทริดอยู่ร่วมชายคา ทำหน้าที่เสมือนภรรยาคนใหม่ ช่วยดูแลอดีตสามีแทนเธอด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายคนมองว่า “ใจกว้าง” จนไม่น่าเชื่อ และทั้งสามก็ยังคงติดต่อกันด้วยความรักและผูกพันตลอดมา

แต่แล้ว เหมือนโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง ในปี 2003 ซูซี่ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก และป่วยหนักอยู่หนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อปี 2004 โดยวอร์เรนดูแลเธออยู่ข้างเตียงแทบจะทุกนาที ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

เรื่องราวความรักของวอร์เรนและซูซี่ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “เบื้องหลังผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ มีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริงอยู่เสมอ

วอร์เรน บอกว่า เขาจะไม่มีวันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้าไม่มีซูซี่ ความรักของทั้งคู่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ ทั้งคู่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากความ “แตกต่าง” อย่างสุดขั้ว แม้ในที่สุดจะต้องแยกทางกันเดิน แต่พวกเขาก็ยังคง “รัก” กัน

จะมีผู้ชายคนไหนเล่า ที่แม้จะมีเงินล้นฟ้า แต่ยังคิดถึงภรรยาเก่าทุกเช้าค่ำเป็นเวลาหลายสิบปี แม้เธอตายไปแล้วก็ยังน้ำตานองหน้าทุกครั้งเมื่อมีใครถามถึง 

จะมีผู้หญิงคนไหนเล่า ที่เป็นคนขอแยกทางกับสามีผู้เป็นอภิมหาเศรษฐี แต่กลับอุตส่าห์หาผู้หญิงคนใหม่มาดูแลเขา เพราะกลัวเขาจะลำบาก โดยไม่ห่วงเลยว่าทรัพย์สินมหาศาลของผู้เป็นสามีจะถูกแบ่งสรรปันส่วนไป

ชีวิตรักของวอร์เรนและซูซี่ ไม่ได้สวยงามเพียบพร้อมดุจนิยาย แต่เป็นความรักที่แท้จริง ประจักษ์แก่สายตา ไม่ต้องสร้างภาพ ความรักอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่มันจะเติบโตขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านการเดินทางร่วมกัน ต่อสู้ฝ่าฟันผ่านพ้นสิ่งต่างๆ ด้วยกันตามกาลเวลา

ตรงกันข้ามกับความรักที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “เงิน” ย่อมพร้อมจะหายไปพร้อมๆ กับ “เงิน” เช่นเดียวกัน

เรื่องของปู่บัฟฟ์นี่ ไม่ใช่เฉพาะการลงทุน แม้แต่ความรักก็ยังน่าศึกษา น่านับถือ และสมควรเอาเป็นแบบอย่างจริงๆ ครับ

-------------------------------------------------------

เครดิต http://www.clubvi.com/2012/02/04/warrenslove/

แวะทักทายนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่ครับ..
http://www.facebook.com/NaiwaenTammada

หนังสือ "รวยหุ้นแบบ VI ไม่เสี่ยง" สำหรับมือใหม่อยากเล่นหุ้นแนว VI ไม่เสี่ยง โดยนายแว่นธรรมดา..












วางแผงแล้วในร้าน ซีเอ็ด นายอินทร์ และ บีทูเอส ทุกสาขา ขอบคุณที่อุดหนุนนะครับ..

Friday, February 10, 2012

ข้อคิดเห็นหุ้น KSL

KSL












KSL
บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ภายใต้กลุ่ม เค เอส แอล เป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัทมีโรงงานน้ำตาลที่อยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทั้งหมด 4 โรง โดยแบ่งสายการผลิตออกเป็น 3 ภาค ดังนี้

1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบจังหวัดขอนแก่น มี 1 โรงงาน ได้แก่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)

2. ภาคกลาง แถบจังหวัดกาญจนบุรี มี 2 โรงงาน ได้แก่ บริษัท โรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด และ บริษัท น้ำตาลท่ามะกา จำกัด

3. ภาคตะวันออกมี 1 โรงงาน คือ บริษัท น้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด

ผลิตภัณฑ์ที่ทางบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยผลิต จะประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นน้ำตาลทราย ซึ่งสามารถจำแนกประเภทได้ 4 ประเภท คือ น้ำตาลทรายดิบ (Raw Sugar), น้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูง (High Pol Sugar), น้ำตาลทรายขาว (White Sugar) และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (Refined Sugar) และผลิตภัณฑ์เสริมที่เกี่ยวเนื่องที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายอีก เช่น กากน้ำตาล (Molasses) กากอ้อย (Bagasses) และกากหม้อกรอง (Filter Cake) โดยบริษัทได้ขยายการลงทุนต่อยอดจากกระบวนการผลิตน้ำตาล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ

(1) โรงงานผลิตเอทานอล ซึ่งใช้ผสมกับน้ำมัน เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ใช้วัตถุดิบคือ กากน้ำตาล และน้ำอ้อย

(2) โรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ ใช้วัตถุดิบที่เป็นน้ำเสียที่มาจากกระบวนการผลิตเอทานอล มาหมักให้ได้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงเสริมสำหรับโรงไฟฟ้า

(3) โรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพ ใช้วัตถุดิบที่เป็นของเสียจากกระบวนการผลิตน้ำตาล (กากหม้อกรอง) และน้ำเสียที่มาจากกระบวนการผลิตก๊าชชีวภาพ และการผลิตเอทานอล

(4) โรงไฟฟ้า ใช้วัตถุดิบที่เป็นของเสียจากกระบวนการผลิตน้ำตาล (กากอ้อย) และก๊าซชีวภาพที่ได้จากโรงงานผลิตก๊าชชีวภาพ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า และพลังไอน้ำขายให้กับโรงงานในเครือและการไฟฟ้า

สำหรับภาพรวมของบริษัทต้องถือว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงครับ ธุรกิจส่วนใหญ่คือการผลิตน้ำตาลกว่า 90% ทีเหลือเป็นธุรกิจเสริมครับ ในส่วนของตัวเลขทางการเงินกระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อหุ้นที่ผมคำนวนได้ คือ 1.29 บาทต่อหุ้น ถือว่าดีครับ ROE สูงใช้ได้ครับ แต่ ROA ต่ำไปนิดแสดงให้เห็นถึงการคืนทุนในส่วนของสินทรัพย์ทำได้ดีในปีหลังๆ อาจต้องเทียบกับกิจการคู่แข่งว่าใครทำได้ดีกว่ากันครับ อัตราการทำกำไรเติบโตเป็นเลขสองหลักน่าสนใจทีเดียวครับ หนี้สินต่อทุนสูงไปนิด (อาจเป็นธรรมชาติของการทำธุรกิจประเภทนี้) และเงินปันผลไม่ค่อยจะสม่ำเสมอครับ

ปัจจัยเสี่ยง

ความผันผวนของปริมาณอ้อยจะเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการคือ (1) ปริมาณพื้นที่ในการเพาะปลูกอ้อย (จำนวนไร่) ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เกษตรกรเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชไร่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมถึงเกิดจากนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ ผลผลิตอ้อยต่อพื้นที่เพาะปลูก (ตันอ้อยต่อไร่) ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ภัยแล้ง และน้ำท่วม อันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปริมาณอ้อยลดลง ทำให้บริษัท มีปริมาณการผลิตที่ลดลง ต้นทุนต่อหน่วยโดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น กำไรต่อหน่วยลดลง และสุดท้ายส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลง ... แสดงว่าวัตถุดิบมีผลอย่างมากต่อการผลิตน้ำตาล และดูเหมือนจะไม่สามารถผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้บริโภคได้ครับ เนื่องจากน้ำตาลเป็นสินค้าควบคุมราคาโดยรัฐบาล

ความผันผวนของราคาน้ำตาลในตลาดโลก ... ในการซื้อขายน้ำตาลในตลาดโลกนั้น น้ำตาลจัดได้ว่าเป็นสินค้าหนึ่งที่มีความผันผวนทางด้านราคาสูงเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรอื่น ๆ โดยราคาน้ำตาลตลาดโลกจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุปสงค์ อุปทานของประเทศผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ส่งออก และผู้นำเข้า รวมถึงการเก็งกำไรจากนักเก็งกำไร ซึ่งจะเกี่ยวพันกับสภาพภูมิอากาศในการเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกของแต่ละประเทศ นโยบายการส่งเสริม การแทรกแซง การส่งออก การนำเข้า ของอุตสาหกรรมน้ำตาลของภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว อีกทั้งปัจจุบันราคาน้ำตาลยังมีส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์กับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เนื่องจากอ้อยรวมถึงกากน้ำตาล สามารถนำไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์หรือที่เรียกว่าเอทานอล สำหรับผสมกับน้ำมันเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้ ด้วยปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ราคาซื้อขายน้ำตาลในตลาดโลกค่อนข้างผันผวนสูง ... หากน้ำตาลในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้นก็จะเป็นประโยชน์กับบริษัทครับ ดังนั้นเราควรติดตามราคาน้ำตาลให้ดีด้วยครับ อาจกำหนดจุดเข้าซื้อเมื่อราคาน้ำตาลตกต่ำก็ได้ครับ ... ความเสี่ยงอื่นๆ (เงินเกี๊ยวในวงการน้ำตาล ฯลฯ) ลองดาวน์โหลด 56-1 มาอ่านดูครับมีรายละเอียดครบถ้วนทีเดียว

ข้อสรุป ... ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นหุ้นที่น่าซื้อครับ แต่ถ้าหวังเรื่องปันผลก็อาจจะไม่ได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอซักเท่าไหร่ (ดูจากอดีตที่ผ่านมา) และผมได้ข่าวว่าตอนนี้วงการน้ำตาลโลกจะเน้นสั่งน้ำตาลจากประเทศอินเดีย เพราะราคาถูกกว่าครับ แต่ด้วยพื้นฐานของหุ้นที่ดูมั่นคงก็ยังน่าซื้อสะสมอยู่ดีครับ สูตรของผมคือทยอยซื้อเฉลี่ยราคาให้ถูกที่สุดครับ

เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ


ขอบคุณสำหรับคำถามครับ

(นายแว่นธรรมดา)

แวะทักทายนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่ครับ..
http://www.facebook.com/NaiwaenTammada

ผลงานลำดับที่ 3 ของนายแว่นธรรมดา "เปลี่ยนตัวเองใหม่ไม่ยาก"
http://thinkbeyondbook.com/node/670



Mini MP4 Click here !!!

Garden Plus