เมื่อวานเอาเงินไปเข้าบัญชีซื้อขายช่วงเช้า.. ทาง จนท.แจ้งว่าจะอัปฯ จำนวนเงินในบัญชีช่วงบ่าย เราก็รออย่างลุ้นระทึก..
ในที่สุดเงินก็เข้ามาในบัญชีซื้อขายแล้ว!!! แต่ว่าช๊อปฯ หุ้นเพลินไปหน่อยอะ.. แต่มันถือเป็นการลงทุนนี่นะ.. ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยเสียหน่อย.. อิ..อิ..
Popular Posts
-
50 กลยุทธ์ เล่นหุ้น SET 50 ให้รวยนาน และยั่งยืน Home Decor Garden Click Here!! นกฮูกนำโชค "สุขมีมา"
-
TOG TOG บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เดิมใช้ชื่อว่าบริษัท ไทยโปลีเมอร์เลนส์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ...
-
Bafs Bafs ภาพรวมการประกอบธุรกิจของบริษัท บริษัทย่อย และบริษัทร่วม บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน ) ป...
Thursday, November 18, 2010
Monday, November 15, 2010
ได้รหัสซื้อขายแล้ว เย้!!!
ได้รหัสซื้อขายแล้ว เย้!!!
ได้รหัสซื้อขายแล้ว เย้!!!
ในที่สุดนายแว่นธรรมดา.. ก็ได้รหัสซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว..
เมื่อวานโทรไปถามเซลล์.. และแล้วก็ได้รหัสซื้อขายมา.. พอลงทะเบียนจะส่งคำสั่งซื้อ.. ปรากฏว่าซื้อไม่ได้แฮะ..
จริงๆ แล้วเราต้องโอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายของบริษัท เคทีฯ ก่อนอะซิ.. ไม่เป็นไรมีเวลาเมื่อไหร่จะรีบเข้า bank ไปโอนเงินทันที.. จะได้ซื้อขายจริงๆ ซะที..
เราลองมาดูประเภทของการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กัน
ประเภทการเปิดบัญชี
1. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance หรือ Pre-paid หรือ Cash Deposit)
เป็นบัญชีที่คุณต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์จำนวนหนึ่งก่อน สำหรับเป็นเงินชำระค่าหุ้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นอำนาจซื้อของคุณเอง เมื่อถึงวันชำระค่าหุ้น (T+3) โบรกเกอร์ก็จะหักเงินออกไปจากส่วนที่ฝากนี้ชำระเป็นค่าหุ้นไปอัตโนมัติ ถ้าคุณต้องการซื้อหุ้น แต่วงเงินไม่พอ ก็สามารถโอนเงินเพิ่ม เพื่อให้อำนาจซื้อเพิ่มขึ้นได้ บางโบรกเกอร์ก็จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากด้วย
ข้อดี เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทุนน้อย สามารถซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แม้มีเพียงหนึ่งหมื่นบาทสามารถซื้อขายได้ตามกำลังซื้อของตน และให้ความสะดวกกับนักลงทุน ไม่ต้องนำเงินไปฝากกับโบรกเกอร์ ในขณะที่ยังไม่มีการซื้อขาย
ข้อจำกัด ต้องมีเงินหรือหลักทรัพย์ฝากไว้ก่อนทำการซื้อขาย กรณีเงินไม่พอต้องโอนเงินเพิ่มก่อน
2. บัญชีเงินกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Credit Ballance )
เป็นบัญชีรูปแบบหนึ่งของบัญชีมาร์จิ้นซึ่งอำนาจซื้อหลักทรัพย์ (Purchasing Power) ของคุณจะขึ้นอยู่กับหลักประกันและมูลค่าขึ้นลงตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่ในบัญชีเครดิตบาลานซ์ (Market-to-Market) โดยการกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์ หรือยืมหลักทรัพย์เพื่อขายชอร์ต ต้องได้รับวงเงินและวางหลักทรัพย์ค้ำประกันตามอัตราที่แต่ละแห่งกำหนด บัญชีประเภทนี้ ลูกค้าควรศึกษากฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับภาวะขึ้นลงของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดี ลูกค้ามีอำนาจซื้อมากกว่าเงินสดหรือทรัพย์สินที่มี
ข้อจำกัด ต้องมีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ กรณีชำระเงินเกินเวลาที่กำหนด
ได้รหัสซื้อขายแล้ว เย้!!!
ในที่สุดนายแว่นธรรมดา.. ก็ได้รหัสซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว..
เมื่อวานโทรไปถามเซลล์.. และแล้วก็ได้รหัสซื้อขายมา.. พอลงทะเบียนจะส่งคำสั่งซื้อ.. ปรากฏว่าซื้อไม่ได้แฮะ..
จริงๆ แล้วเราต้องโอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายของบริษัท เคทีฯ ก่อนอะซิ.. ไม่เป็นไรมีเวลาเมื่อไหร่จะรีบเข้า bank ไปโอนเงินทันที.. จะได้ซื้อขายจริงๆ ซะที..
เราลองมาดูประเภทของการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กัน
ประเภทการเปิดบัญชี
1. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance หรือ Pre-paid หรือ Cash Deposit)
เป็นบัญชีที่คุณต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์จำนวนหนึ่งก่อน สำหรับเป็นเงินชำระค่าหุ้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นอำนาจซื้อของคุณเอง เมื่อถึงวันชำระค่าหุ้น (T+3) โบรกเกอร์ก็จะหักเงินออกไปจากส่วนที่ฝากนี้ชำระเป็นค่าหุ้นไปอัตโนมัติ ถ้าคุณต้องการซื้อหุ้น แต่วงเงินไม่พอ ก็สามารถโอนเงินเพิ่ม เพื่อให้อำนาจซื้อเพิ่มขึ้นได้ บางโบรกเกอร์ก็จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากด้วย
ข้อดี เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทุนน้อย สามารถซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แม้มีเพียงหนึ่งหมื่นบาทสามารถซื้อขายได้ตามกำลังซื้อของตน และให้ความสะดวกกับนักลงทุน ไม่ต้องนำเงินไปฝากกับโบรกเกอร์ ในขณะที่ยังไม่มีการซื้อขาย
ข้อจำกัด ต้องมีเงินหรือหลักทรัพย์ฝากไว้ก่อนทำการซื้อขาย กรณีเงินไม่พอต้องโอนเงินเพิ่มก่อน
2. บัญชีเงินกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Credit Ballance )
เป็นบัญชีรูปแบบหนึ่งของบัญชีมาร์จิ้นซึ่งอำนาจซื้อหลักทรัพย์ (Purchasing Power) ของคุณจะขึ้นอยู่กับหลักประกันและมูลค่าขึ้นลงตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่ในบัญชีเครดิตบาลานซ์ (Market-to-Market) โดยการกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์ หรือยืมหลักทรัพย์เพื่อขายชอร์ต ต้องได้รับวงเงินและวางหลักทรัพย์ค้ำประกันตามอัตราที่แต่ละแห่งกำหนด บัญชีประเภทนี้ ลูกค้าควรศึกษากฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับภาวะขึ้นลงของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดี ลูกค้ามีอำนาจซื้อมากกว่าเงินสดหรือทรัพย์สินที่มี
ข้อจำกัด ต้องมีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ กรณีชำระเงินเกินเวลาที่กำหนด
Friday, November 5, 2010
Property: BoT seeks panel review of banks’ lending policy
Event:
The Bank of Thailand will ask the Financial Institutions Policy Committee (FIPC) to review the loan to value ratio used by banks in financing property projects in order to prevent a bubble from forming in the condominium market, particularly for the mid-lower end segment (unit prices lower than Bt3mn).
At present, commercial banks generally lend a maximum of 80-95% of the collateral value (selling price) and will cap the mortgage monthly installment at around 40% of household income.
Comment
Conclusion: Although we believe that it is too early to implement such a policy (some time may need to be taken for related parties, including developers, to debate the measures), the BoT’s comment already creates policy risk. This concern should limit the sector’s performance in the near term until it is clarified. If this policy is truly implemented, its potential negative consequences in the short to medium term should be priced in the valuation and we foresee the possibility of a downgrade to our sector weighting from currently overweight.
The Bank of Thailand will ask the Financial Institutions Policy Committee (FIPC) to review the loan to value ratio used by banks in financing property projects in order to prevent a bubble from forming in the condominium market, particularly for the mid-lower end segment (unit prices lower than Bt3mn).
At present, commercial banks generally lend a maximum of 80-95% of the collateral value (selling price) and will cap the mortgage monthly installment at around 40% of household income.
Comment
Conclusion: Although we believe that it is too early to implement such a policy (some time may need to be taken for related parties, including developers, to debate the measures), the BoT’s comment already creates policy risk. This concern should limit the sector’s performance in the near term until it is clarified. If this policy is truly implemented, its potential negative consequences in the short to medium term should be priced in the valuation and we foresee the possibility of a downgrade to our sector weighting from currently overweight.
Subscribe to:
Posts (Atom)

